Make your own free website on Tripod.com
About us
Webboard
Chatroom
Guestbook
Links

 

การปรับตัวของพืชเมื่อรับแสง

                               แสงจำเป็นต่อการการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช แต่ถ้ามากหรือน้อยเกินไปจะมีผลต่ออัตราการสังเคราะห์
ด้วยแสง เราพบพืชทั้งในที่ร่มและที่กลางแจ้ง

การปรับโครงสร้างของใบเพื่อรับแสง

                พืชจำเป็นต้องปรับโครงสร้างของใบให้เอื้ออำนวยในการรับแสงให้ได้มาก
ใบพืชที่อยู่ในบริเวณป่าเขตร้อนจะมีชั้นเอพิเดอร์มิสที่อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่คล้ายเลนส์รวมแสง  ทำให้แสงส่องไปถึง

            คลอโรพลาสต์และมีความเข้มของแสงสูงกว่าแสงภายนอกใบ แสงส่วนหนึ่งจะถูกดูดซับในสารสีในคลอโรพลาสต
์ของเซลล์แพลิเซด และแสงส่วนที่เหลือจะสามารถผ่านลงไปถึงชั้นเซลล์ด้านล่างได้โดยผ่านช่องระหว่าคลอโรพลาสต์และ
ช่องระหว่างเซลล์ส่วนชั้นสปันจีมีโซฟิลล์ที่อยู่ด้านล่างมีรูปร่างหลากหลายและมีช่องว่างระหว่างเซลล์มาก
รอยต่อระหว่างอากาศและน้ำที่เคลือบผนังเซลล์ช่วยสะท้อนแสงไปได้หลายทิศทาง และเพิ่มโอกาสที่แสงจะถูกดูดซับ
ในสารสีในเซลล์มากขึ้น

                ในบางสภาพแวดล้อมที่มีแสงมากจนกระทั่งอาจเป็นอันตรายต่อพืชได้  ใบพืชจะมีโครงสร้างพิเศษ เช่น
ขนและชั้นคิวทิเคิลที่ผิวใบพืชช่วยการสะท้อนแสง  และลดการดูดซับแสงของใบ การปรับตัวเช่นนี้อาจสามารถ
ลดการดูดซับแสงได้มากถึงร้อยละ 
40  และลดปัญหาใบมีอุณหภูมิสูงและปัญหอื่นๆ ที่เกิดจากการดูดซับแสงมากเกินไป

การควบคุมการรับแสงของใบพืช

                ใบพืชสามารถควบคุมการรับแสงได้  เช่น  การเคลื่อนที่ของคลอโรพลาสต์ในเซลล์และการเคลื่อนไหว
ของใบพืช  พืชบางชนิด  เช่น ถั่วและฝ้าย  พบว่าในช่วงเวลาเที่ยงวันพืชสามารถปรับตำแหน่งของแผ่นใบ
เพื่อรับแสงตามความต้องการของพืช  นอกจากนี้ยังมีคลอโรพลาสต์ในเซลล์และการเคลื่อนไหวของใบพืช
นอกจากนี้ยังมีพืชอีกหลายชนิดสามารถปรับตำแหน่งของแผ่นในเพื่อลดการรับแสงอาทิตย์โดยตรง
ทำให้การรับแสงและความร้อนลดลง

การปรับตัวของพืชให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของแสง

                ภาควิชาพฤกษศาสตร์  คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ศึกษาการปรับตัวของใบโกสนพันธุ์ใบส้ม
ต่อความเข้มของแสงที่ต่างกัน โดยศึกษากับใบที่เกิดใหม่ระหว่าการทดลอง  และใบเจริญเติบโตเต็มที่ก่อนการทดลอง
จากการศึกษาพบว่า

                ใบที่เกิดใหม่ระหว่างการทดลอง     เมื่อเจริญในที่มีความเข้มข้นของแสงสูง พบว่ามีพื้นที่ของใบ
และปริมาณคลอโรฟิลล์ต่ำกว่าใบที่อายุเท่ากันที่เจริญในที่มีความเข้มของแสงต่ำ  และใบที่เจริญในที่มีความเข้มของแสงสูง
จะมีความหนาของใบมากกว่า  ซึ่งเมื่อศึกษาโครงสร้างของใบตามขวาง  พบว่ามีชั้น
แพลิเซดมีโซฟิลล์เป็นรูปแท่ง 2 ชั้น
ในขณะที่ใบที่เจริญที่มีความเข้มของแสงต่ำ  จะมีชั้นแพลิเซดมีโซฟิลล์เป็นรูปแท่งเพียงชั้นเดียว อีกชั้นหนึ่งมีรูปร่าง
ไม่แน่นอน

                ใบที่เจริญเติบโตเต็มที่ก่อนการทดลอง          เมื่อเจริญในที่มีความเข้มของแสงสูง  จะมีปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ
และคลอโรฟิลล์ บี ลดลง ส่วนในใบที่เจริญในที่มีความเข้มของแสงต่ำ จะมีปริมาณคลอโรฟิลล์เอและคลอโรฟิลล์บีเพิ่มขึ้น

                พืชยืนต้นที่มีการแตกกิ่งสาขามากๆ ช่วยเพิ่มความสามารถในการรับแสงได้มากขึ้น เช่น
ต้นหูกวางสามารถแตกกิ่งก้านสาขามีเรือนพุ่มกว้างปกคลุมพื้นดินได้มากนับร้อยตารางเมตร
และมีการจัดเรียงกิ่งรอบลำต้นเพื่อให้ใบแต่ละใบรับแสงได้อย่างเต็ฒที่
  ต้นยางนาอาจมีลำต้นสูงถึง 30 เมตร
ทำให้ชูใบขึ้นเพื่รับแสงได้เหนือพืชอื่นๆในป่า

                พืชที่เจริญเติบโตอยู่ใต้เรือนพุ่มของพืชอื่น  จะมีโอกาสสร้างชีวมาลได้น้อยกว่าจึงเกิดการแข่งขันกันเพื่อรับแสง
โดยการจัดการเรียงตัวของใบ ลำต้น กิ่ง และก้านใบมีโอกาสรับแสงได้มากสุด

                จากที่กล่าวมาแล้วจะเห็นว่าหระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเป็นกระบวนการที่พืชใช้พลังงานแสงเพื่อสร้างสารอินทรีย์
จากสารอนินทรีย์ คือ คาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ  เป็นคาร์โบไฮเดรต พลังงานแสงจะถูกเปลี่ยนรูปมาเก็บ
อยู่ในรูปพลังงานเคมีในโมเลกุลของสารอินทรีย์

                การสังเคราะห์ด้วยแสงจะเกิดขึ้นที่เยื่อไทลาคอยด์และสโตรมาของคลอโรพลาสต์  ประกอบด้วยปฏิกิริยาแสง
ซึ่งจะได้สารพลังงานสูงเพื่อนำไปใช้ในปฏิกิริยาตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ ปฏิกิริยาตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ของพืช
C3 C4
และพืชซีเอเอ็ม  จะแตกต่างกันออกไป  ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ด้วยแสง เช่น ปริมาณน้ำที่ได้รับ
ความเข้มของแสง และอุณหภูมิ เป็นต้น