Make your own free website on Tripod.com
About us
Webboard
Chatroom
Guestbook
Links

 

โครงสร้างและการเจริญเติบโตของราก
                 รากเมื่องอกออกจากเมล็ดแล้วจะมีการเติบโตเพิ่มความยาว ขนาด และเพิ่มรากจำนวนมาก

 

 

 

 

1. บริเวณหมวกราก (root cap) ประกอบด้วยเซลล์พสเรงคิมา (parenchyma) ที่เรียงตัวกันอย่างหลวม ๆ
เซลล์เหล่านี้เป็นเซลล์ที่เจริญเต็มที่แล้ว เซลล์ส่วนใหญ่มีรูปร่างค่อนข้างกลมรี หรือ ค่อนข้างยาว ผนังเซลล์บาง
มีแวคิวโอลขนาดใหญ่ภายในอาจเห็นเม็ดแป้ง สามารถผลิตเมือกได้ จึงมีเมือกออกมารอบ ๆ หมวกราก
ทำให้ดินบริเวณนั้นชุ่มชื้นและอ่อนตัวสะดวกต่อการชอนไชของราก
นอกจากนี้หมวกรากยังทำหน้าที่ช่วยป้องกันอันตรายให้กับเนื้อเยื่อเจริญที่อยู่ถัดเข้าไป ขณะที่รากชอนไชลงสู่ดิน

2. บริเวณเซลล์กำลังแบ่งตัว (region of cell divition) เป็นบริเวณที่อยู่ถัดจากบริเวณหมวกรากขึ้นมา
ยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร เป็นบริเวณที่เซลล์มีการแบ่งตัวแบบไมโทซิส เซลล์ที่ได้จากการแบ่งตัวของเซลล์
์ต้นกำเนิดส่วนปลาย
(apical intials) ส่วนหนึ่งเจริญไปเป็นหมวกราก แต่ส่วนใหญ่จะเจริญเป็นเซลล์ที่อยู่
ู่ในบริเวณถัดขึ้นไปข้างบนซึ่งจะมีการเจริญเป็นส่วนประกอบต่างๆของราก

3. บริเวณเซลล์ขยายตัวตามยาว (region of cell elongation) อยู่ถัดจากบริเวณเซลล์กำลังแบ่งตัว
ขึ้นไป เซลล์ที่ได้จากการแบ่งเซลล์จะขยายตัวตามยาว ทำให้ความยาวของรากเพิ่มขึ้น
         
         4. บริเวณจะมีการเปลี่ยนแปลงทำหน้าที่เฉพาะ และเจริญเติบโตเต็มที่ ประกอบด้วยเซลล์ที่มี 
ีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพื่อไปทำหน้าที่ต่างๆต่อไป ทำให้เกิดเซลล์ขึ้นหลายชนิดตามลักษณะ
ส่วนประกอบภายในเพื่อให้เหมาะสมกับการทำหน้าที่เฉพาะ  
บริเวณนี้จะมีเซลล์ขนรากอยู่ที่ผิวของราก
มีลักษณะเป็นเซลล์สิ่งมีชีวิต ผนังด้านนอกของเซลล์ยื่นห่างออกไปยาวเป็นขนราก  ซึ่งยาวออกไปได้อีกหลายแห่ง
หลายเท่าของความกว้างเซลล์

 การเจริญเติบโตขั้นแรก จะเห็นลักษณะเนื้อเยื่อดังนี้

 

 

 

 

 

1. เอพิเดอร์มิส อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่ป้องกันเนื้อเยื่อที่อยู่ด้านใน
ส่วนใหญ่ประกอบด้วยเซลล์เรียงผิวแถวเดีนวเป็นเซลล์ที่มีแวคิวโอลขนาดใหญ่ ผนังเซลล์บาง
เซลล์แต่ละเซลล์เรียงชิดกัน ไม่มีช่องว่างระหว่างเซลล์ เซลล์ชั้นเอพิเดอร์มิสบางเซลล์เปลี่ยนไปเป็นเซลล์ผิวราก

   2. คอร์เทกซ์ เป็นบริเวณที่ประกอบด้วยเซลล์หลายเซลล์อยู่ระหว่างเอพิเดอร์มิสและเนื้อเยื่อลำเลียง
ส่วนใหญ่เป็นเซลล์พาเรงคิมาที่ทำหน้าที่สะสมน้ำกับอาหาร ด้านในสุดของคอร์เทกซ์ มักเห็นเซลล์เรียงเป็นแถว
เรียก เอนโดเดอร์มิส มีเซลล์คล้ายพาเรงคิมาแต่ที่ผนังเซลล์มีลักษณะพิเศษ มีสารซูเบอรินสะสมเป็นแถบเล็กๆ
เรียกว่า แคสพาเรียนสตริน เมื่อเซลล์แก่ขึ้นมีการพอกของสารลิกนิน ให้ผนังเซลล์หนาขึ้นกว่าเดิม
แต่เซลล์ในช่วงนี้ไม่มีแคสพาเรียนสตริพ จังเป็นผนังเซลล์ที่บาง

            3. สตีล เป็นเซลล์ที่อยู่ถัดจากชั้นเอนโดเอร์มิสเข้าไปประกอบเนื้อเยื่อสำคัญ ได้แก่

                  3.1 เพริไซเคิล ประกอบด้วยเซลล์พาเรงคิมาวงโดยรอบ อาจมีชั้นเดียวหรือหลายชั้นแล้วแต่ชนิดพืช
เซลล์บริเวณนี้อจาเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์เนื้อเยื่อที่เจริญเพื่อเป้นที่เกิดรากแขนง

                  3.2 มัดท่อลำเลียง ประกอบด้วยกลุ่มเนื้อเยื่อโฟลเอ็มและไซเลม โดยไซเลมจะอยู่ตรงกลางของราก
ระยะนี้จะเห็นกลุ่มเซลล์ของไซเลมมีลักษณะเป็นแฉก และมีโฟลเอ็มอยู่ระหว่างแฉก แฉกของไซเลมมีจำนวนต่างๆกัน
รากพืชใบเลี้ยงคู่จะมีแฉกน้อยส่วนใสหญ่ไม่เกิน 5 แฉก ในขระที่รากพิชใบเลี้ยงเดี่ยวมีฉแกมากกว่า

         เนื้อเยื่อไซเลม ในรากโดยทั่วไปประกอบด้วยเซลล์หลายชนิด ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและอาหาร ได้แก่ เวสเซล
เทรคีด  พารเงคิมา  และอาจมีไฟเบอร์  เวสเซลเรียงต่อกันตามความยาวท่ำให้มีลักษณะคล้ายท่อ
ในเซลล์ที่เจริญเต็มที่ผนังเซลล์ด้านข้างมีลวดลายซึ่งเกิดจากการพอกสารลิกนินเป็นแบบต่างๆ ผนังหัวท้ายมีรูทะลุ 
เวสเซลจึงมีลักษณะเป็นท่อกลวงที่มีผนังด้านข้างหนา และแข็งแรงมาก
นำและอาหารจึงสามารถผ่านเข้าท่อได้และยังให้ความแข็งแรงแก่โครงสร้างของพืชอีกด้วย
  สำหรับเทรคีดซึ่งมีหน้าที่เหมืนกับเวสเซลมีลักษณะทั่วไปคล้ายนเวสเซล  แต่ต่างกันที่รูปร่าง เซลล์มักผอมและยาวกว่า
ปลายทั้งสองของเซลล์ค่อนข้างแหลม  และผนังเซลล์หัวท้ายไม่มีรูทะลุ แต่น้ำสามารถผ่านเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่งได้ 

         เนื้อเยื่อโฟลเอ็ม ในรากมักประกอบด้วยเซลล์หลายชนิด ได้แก่ ซีฟทิวบ์  เซลลืคอมพาเนียน พาเรงคิมา
และอาจมีไฟเบอร์ ซีฟทิวบ์เป็นเซลล์ที่มีชีวติผนังบางและมีรูเล็กๆ อยู่เป็นกลุ่มๆ รูทะลุนี้มีทั้งด้านข้างและหัวท้ายของเซลล์ 
อาหารหรือไซโทพลาสซึมสามารถผ่านรูทะลุเล็กๆนี้ได้ ซีฟทิวบ์เมื่อเจริเติบโตเต็มที่จะไม่มีนิวเคลียส
เซลล์เรียงต่อกันเป็นท่อยาว มีหน้าที่ลำเลียง หรือเป็นทางผ่านของอาหาร
  เซลล์คอมพานียนเป็นเซลล์ชนิดเดียวกับเซลล์พาเรงคิมา เชื่อกันว่าทำหน้าที่ช่วยส่งเสริมการทำหน้าที่ของซีฟทิวบ์ 

 

 

 

 

            พืชใบเลี้ยงเดี่ยว  เช่น ข้าวโพด  บริเวณกลางสุดของรากหรือไส้ในของราก แทนที่จะเป็นเนื้อเยื่อของ
ไซเลมอาจจะพบเนื้อเยื่อของพาเรงคิมาอยู่เป็นบริเวณกว้าง เรียกว่า บริเวณพิธ
         พืชใบเลี้ยงคู่บริเวณเซลล์มีการเจริญเติบโตเต็มที่ อาจมีการเจริญตฺบโตขั้นที่2ทำให้พืชมีขนาดใหญ่ขึ้น
โดยมีการบางเซลล์ของเนื้อเยื่อเจริญ คือ วาสคิวลาร์แคมเบียมหรือแคมเบียมท่อลำเลียงแบ่งตัวเซลล์ที่เกิดขึ้นได้ใหม่
่ทางด้านในเจริญเป็นเนื้อเยื่อขั้นที่ 2 ดังนั้นเซลล์ห่างจากแคมเบียมจะเป็นเซลล์ที่มีอายุมากกว่าเซลล์ที่อยู่ใกล้กับ
ีแคมเบียม บริเวณตรงกลางรากด้านในสุดจึงเป็นเนื้อเยื่อไซเลมที่มีอายุมากที่สุด สำหรับรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
ส่วนใหญ่จะไม่พบการเจริญเติบโตขั้นที่2